แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ trainer แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ trainer แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2567

"ຄູຝຶກ ຜູ້ນຳພາການຮຽນຮູ້ແບບມີສ່ວນຮ່ວມ" (ຕອນທີ 3)



ບົດສະຫຼຸບ: ການປັບໃຊ້ແນວຄິດ "ຄູຝຶກ ຜູ້ນຳພາການຮຽນຮູ້ແບບມີສ່ວນຮ່ວມ" ໃນບໍລິບົດຂອງລາວ.

1.   ການປະສົມປະສານວິທີການ:
ໃນສະພາບແວດລ້ອມການຮຽນຮູ້ຂອງລາວການປະສົມປະສານລະຫວ່າງບົດບາດຕ່າງໆ ອາດເປັນວິທີທີ່ມີປະສິດທິຜົນທີ່ສຸດ. "ຄູຝຶກ ຜູ້ນຳພາການຮຽນຮູ້ແບບມີສ່ວນຮ່ວມ" ສາມາດນຳເອົາຈຸດແຂງຂອງແຕ່ລະບົດບາດມາໃຊ້ໂດຍປັບໃຫ້ເຂົ້າກັບວັດທະນະທຳ ແລະ ຄວາມຕ້ອງການຂອງຜູ້ຮຽນ.

 

2.   ການເຄົາລົບວັດທະນະທຳ:
ການນຳໃຊ້ວິທີການແບບມີສ່ວນຮ່ວມ ຕ້ອງຄຳນຶງເຖິງຄວາມເຄົາລົບນັບຖືຜູ້ອາວຸໂສ ແລະ ໂຄງສ້າງທາງສັງຄົມ. ຄູຝຶກຕ້ອງສ້າງສະພາບແວດລ້ອມທີ່ປອດໄພສຳລັບການແລກປ່ຽນຄວາມຄິດເຫັນໃນຂະນະດຽວກັນກໍ່ຮັກສາຄວາມເຄົາລົບຕໍ່ຜູ້ອາວຸໂສ.

 

3.   ການພັດທະນາທັກສະ:
ການຝຶກອົບຮົມຄູຝຶກໃນລາວ ຄວນເນັ້ນໜັກໃສ່ການພັດທະນາທັກສະການອຳນວຍຄວາມສະດວກການຟັງ ແລະ ຕັ້ງຄຳຖາມທີ່ມີປະສິດທິຜົນ, ການສ້າງສະພາບແວດລ້ອມການຮຽນຮູ້ທີ່ເປີດກວ້າງ. ນີ້ອາດຮຽກຮ້ອງໃຫ້ມີການປ່ຽນແປງທັດສະນະຄະຕິຈາກການເປັນ "ຜູ້ຊ່ຽວຊານ" ມາເປັນ "ຜູ້ອຳນວຍຄວາມສະດວກໃນການຮຽນຮູ້".

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2562

"ການຝຶກອົບຮົມ" ແລະ "ການໂຄ້ຊ" ແຕກຕ່າງກັນແນວໃດ???

ການຝຶກອົບຮົມ ແລະ ການໂຄ້ຊ
...ມື້ໜຶ່ງຫົວໜ້າພະແນກພັດທະນາບຸກຄະລາກອນ ໄດ້ຂໍຄຳປຶກສາກັບອຳນວຍການອົງການໜຶ່ງ ວ່າ...

... ທ່ານອຳນວຍການ ຕອນນີ້ອົງການຂອງເຮົາກຳລັງປະຕິບັດໂຄງການຂະໜາດໃຫຍ່ຢູ່ ແລະ ພະນັກງານເຮົາສ່ວນໜຶ່ງຍັງຂາດທັກສະ ແລະ ແນວຄວາມຄິດອັນສຳຄັນໃນການເຮັດວຽກກັບຊຸມຊົນເປົ້າໝາຍ ນ້ອງໄດ້ປະເມີນສະຖານະການແລ້ວ ນ້ອງຄິດວ່າ ເຮົາຕ້ອງຈັດອົບຮົມພະນັກງານ ເພື່ອໃຫ້ພະນັກງານສາມາດເຮັດວຽກໄດ້ ໃຫ້ບັນລຸເປົ້າໝາຍຂອງໂຄງການ ນ້ອງກະເລີຍມາປຶກສາທ່ານອຳນວຍການ ວ່າຈະດີຫຼືບໍ່...

... ຂໍເຫດຜົນທ່ານຫົວໜ້າພະແນກແດ່ ຍ້ອນຫຍັງຈຶງຕ້ອງອົບຮົມ? ອຳນວຍການຕັ້ງຄຳຖາມຄືນ...

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ຄົນເຮົາມີວິທີການຮຽນຮູ້ທີ່ແຕກຕ່າງກັນ ຍ້ອນວ່າຄົນບໍ່ຄືກັນ...

...ຍ້ອນວ່າຄົນເຮົາບໍ່ຄືກັນ ເຮົາຈຶງຕ້ອງໃຫ້ຄວາມສົນໃຈກັບຄວາມແຕກຕ່າງ ແລະ ອອກແບບຂະບວນການຮຽນຮູ້ໃຫ້ມີຄວາມແທດເໝາະ...

...ເປັນໄປໄດ້ຍາກແທ້ ຖ້າເຮົາຈະເຮັດໃຫ້ຄົນສ່ວນຫຼາຍຄິດຄືກັນ ເຮັດຄືກັນ...

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ແລກປ່ຽນບົດຮຽນ ການຈັດຂະບວນການຮຽນຮູ້

Credit: Kaitock Sonedalinh 
...ກ່ອນອື່ນຕ້ອງຂໍຂອບໃຈບັນດາໝູ່ມິດ ທີ່ໄດ້ເຂົ້າມາຮ່ວມສົນທະນາແລກປ່ຽນບົດຮຽນການຈັດຂະບວນການຮຽນຮູ້ ອິງຕາມປະສົບການຂອງແຕ່ລະຄົນ ໃນວັນທີ່ 18 ພຶດສະພາທີ່ຜ່ານມາ...ຄວາມຮູ້ ແລະ ປະສົບການທີ່ໄດ້ໃນເທືອນີ້ ຄິດໄລ່ມູນຄ່າອອກມາເປັນຕົວເງີນຄົງຈະເກີນຄວາມສາມາດຂອງຂ້າພະເຈົ້າທີ່ຈະບອກວ່າມີມູນຄ່າເທົ່າໃດ ຍ້ອນວ່າແຕ່ລະຄົນກໍໄດ້ລົງທຶນມາຕະຫຼອດຊີວິດ...ແຕ່ສິ່ງທີ່ເຫັນໄດ້ຊັດເຈນກວ່າມູນຄ່າ ແມ່ນເລື່ອງຂອງ "ຄຸນຄ່າ" ທີ່ເກີດຈາກການກັ່ນຕອງ ແລະ ນຳສະເໜີຜ່ານການສົນທະນາ ເລົ່າເລື່ອງອອກມາໄດ້ຢ່າງມີຊີວິດຊີວາ ຂະໜາດທີ່ຜູ້ຟັງສາມາດຈິນຕະນາການ ແລະ ເຫັນພາບຢ່າງຊັດເຈນ ຕາມແຮງສະຕິປັນຍາຂອງແຕ່ລະຄົນ...ຂ້າພະເຈົ້າຈຶງຂໍນຳສະເໜີບົດຮຽນດີໆ ທີ່ໄດ້ຈາກການສົນທະນາ ຜ່ານຕົວອັກສອນໄວ້ເປັນບ່ອນອິງໃນການຈັດຂະບວນການຮຽນຮູ້ສຳລັບຜູ້ທີ່ສົນໃຈ...

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ຄວາມຄ້າຍຄືທີ່ແຕກຕ່າງ ຂອງບົດບາດພາຍໃຕ້ຄຳວ່າ ນັກຈັດຂະບວນການຮຽນຮູ້...Same Same But Different ວ່າຊັ້ນ...

By Techin2018

...ໃນບົດຄວາມຕອນທີ່ຜ່ານໆ ມາ ໄດ້ນຳສະເໜີບົດຮຽນຂອງການເປັນນັກຈັດຂະບວນການຮຽນຮູ້ໄວ້ໃນບົດບາດຕ່າງໆ ກັນ ກໍມີບົດບາດການເປັນຄູຝຶກ, ຜູ້ອຳນວຍຄວາມສະດວກໃນການຮຽນຮູ້, ໂຄ້ຊ ແລະ ຜູ້ໃຫ້ຄຳແນະນຳ...ມີຜູ້ອ່ານທີ່ສົນໃຈ ຕິດຕໍ່ມາສອບຖາມວ່າ ບົດບາດແຕ່ລະບົດບາດນີ້ ມີຄວາມແຕກຕ່າງກັນແນວໃດ ຍ້ອນວ່າ ໃນວົງການການຈັດຂະບວນການຮຽນຮູ້ໃນລາວເຮົານີ້ ຍັງມີການສົນທະນາເລື່ອງນີ້ກັນໃນວົງຈຳກັດຢູ່...ດັງນັ້ນ ຂ້າພະເຈົ້າ ກໍຈະນຳສະເໜີໃຫ້ຜູ້ອ່ານໄດ້ເຫັນຄວາມຄ້າຍຄື ແລະ ຄວາມແຕກຕ່າງ ເພື່ອວ່າ ຖ້າມີໂອກາດ ທ່ານກໍຈະໄດ້ເຮັດບົດບາດຂອງຕົວເອງໄດ້ຢ່າງມີປະສິດທິພາບ ແລະ ປະສິດທິຜົນ...

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562

ບົດຮຽນການອອກແບບຂະບວນການຮຽນຮູ້

ການອອກແບບຂະບວນການຮຽນຮູ້ ກໍຄ້າຍຄືການອອກເດີນທາງທ່ອງທ່ຽວ...
ອອກໄປຊອກຫາແຮງບັນດານໃຈ...

...ການອອກແບບຂະບວນການຮຽນຮູ້ ຖືວ່າເປັນເລື່ອງທີ່ນັກຈັດຂະບວນການຮຽນຮູ້ຕ້ອງໃຫ້ຄວາມສຳຄັນ ຍ້ອນວ່າ ຂະບວນການທີ່ດີ ຈະນຳໄປຫາຜົນລັບທີ່ດີ ທີ່ຈະເກີດຂຶ້ນກັບຜູ້ຮຽນຮູ້...

...ຂະບວນການຮຽນຮູ້ ແມ່ນເປັນຄ້າຍຄືເວທີກາງ ເປັນພື້ນທີ່ອິດສະຫຼະ ເປັນພື້ນທີ່ສາທາລະນະ ທີ່ຈະໃຫ້ທັ້ງຜູ້ຮຽນ ແລະ ຜູ້ສອນ ໄດ້ເກີດການແລກປ່ຽນ ຮຽນຮູ້ນຳກັນ...ດັງນັ້ນ ຈຶງຕ້ອງເຮັດໃຫ້ພື້ນທີ່ນີ້ ໄດ້ຕອບສະໜອງຄວາມຕ້ອງການ ແລະ ເອື້ອອຳນວຍໃຫ້ເກີດການແລກປ່ຽນ ຮຽນຮູ້ ໄດ້ຢ່າງແທ້ຈິງ...ມີການເຄົາລົບກັນແລະກັນ ໃຫ້ກຽດກັນ ສະໜັບສະໜຸນກັນ ແລະ ໂອບອຸ້ມເອົາອາລົມ ຄວາມຮູ້ສຶກ ແລະ ຄວາມປາດຖະໜາດີຕໍ່ກັນ ເຊິ່ງຈະສົ່ງຜົນໂດຍກົງກັບການຮຽນຮູ້ຂອງຜູ້ເຂົ້າຮ່ວມ...

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562

ບົດຮຽນການເປັນຄູຝຶກ


...ການເປັນຄູຝຶກ ກໍບໍ່ໄດ້ແຕກຕ່າງຈາກການເຮັດອາຊີບອື່ນໆ...ມີການຮຽນຮູ້ ມີການສະສົມປະສົບການ ມີການພັດທະນາອາຊີບຂອງຕົວເອງ ມີການເຕີບໃຫຍ່ທາງຈິດແລະວິນຍານ ພາຍໃຕ້ເງື່ອນໄຂຂອງອາຊີບເຊັ່ນດຽວກັນ.

...ຈາກການປະກອບອາຊີບເປັນຄູຝຶກຂອງຜູ້ຂຽນ ກໍພໍຈະສະຫຼຸບເປັນບົດຮຽນ ເພື່ອເປັນແນວທາງໃຫ້ກັບຜູ້ທີ່ສົນໃຈໃນການພັດທະນາຕົວເອງໃນສາຍທາງອາຊີບນີ້...

...1. ມີຈຸດເລີ່ມຕົ້ນທີ່ຄວາມມັກຂອງຕົວເອງ ມີຄວາມຢາກເປັນຄູຝຶກເປັນຕົ້ນທຶນ...

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

5 ระดับ กับการพัฒนาตัวเองให้เป็นวิทยากร(มือ)อาชีพ...


เอารูปคนอื่นก็เกรงใจ ใช้รูปตัวเองก็แล้วกัน...


ลงมือทำทันที... ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิดครับ ทุกอย่างเริ่มต้นจากก้าวแรกเสมอ และผมก็เชื่อมาตลอดว่าทางไปสู่ความเป็นมืออาชีพนั้น “ไม่มีทางลัด”...😁



...เมื่อครั้งเริ่มต้นเป็นวิทยากรใหม่ๆ ผมต้องมานั่งสำรวจดูตัวเองก่อนว่าเรามีคุณสมบัติอะไรบ้าง พอที่จะเป็นวิทยากร (มืออาชีพ) แบบที่เขาๆ เป็นกัน... เราเป็นคนกล้าแสดงออก... เราเป็นคนมีลีลาในการพูดคุย... เราชอบพบปะกับผู้คน... เราเป็นผู้ฟังที่ดี... ท่าทีเราก็ดูดีตอนปรากฏตัว (ถึงเวลาชมตัวเอง???)... เรื่องเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ก็มีประสบการณ์มาบ้าง หาข้อมูลเพิ่มเติม พูดคุยแลกเปลี่ยน ปรึกษาหารือกับพี่ๆ ที่มีประสบการณ์มาก่อน เมื่อคิดว่ามีพร้อม ก็ลงมือทำทันทีล่ะครับ...
...เริ่มจากวางจังหวะการพัฒนาฝีมือของตัวเองก่อนครับ... ดูก่อนว่าเราจะไต่ไปถึงระดับไหน ผมใช้สูตร 5 ระดับ ในการพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นวิทยากร...

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

3 วิธีที่จะทำให้คุณ "ตัวเล็กลง และใจใหญ่ขึ้น"


ตัวเล็ก และ ใจใหญ่... ฮ่าๆๆๆ ทำยากแฮะ ตอนนี้ก็ตัวใหญ่จนลดลงไม่ได้แล้วครับ สงสัยต้องเปลี่ยนหัวเรื่องเป็น ตัวใหญ่ และ ใจใหญ่ กระมัง...

...คนเป็นวิทยากรกรนี่ ตกเป็นเป้าสายตาเลยนะครับ อารมณ์ของการอยู่ต่อหน้าผู้คน มันทำให้เรารู้สึกโดดเด่น ทำให้เรารู้สึกสำคัญ ทำให้เรารู้สึกว่าได้รับการยอมรับ ผู้คนพร้อมที่จะฟัง ครั้งเดียวยังไม่เท่าไหร่ครับ เมื่อผ่านเวทีมากๆ เข้า เริ่มมั่นใจมากขึ้น ส่วนมากก็จะได้รับคำชม “โอ คักน้อ (คักน้อ เป็นภาษาอีสานครับ ตีความได้ว่า สุดยอด เจ๋ง) อาจารย์.... อาจารย์พูดดีเนาะ ฟังแล้วสนุก... ทำยังงัยถึงจะเก่งแบบอาจารย์นี่... สุดยอดเลยอาจารย์...” และ อีกสารพัดคำชมเชย ซึ่งผมรับฟังและเคารพในอารมณ์ความรู้สึกของผู้เข้ารับการอบรมอย่างตั้งใจ เป็นสิ่งที่มีค่ามากมาย เพราะกลั่นออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง แตกต่างกันไปตามการรับรู้ของแต่ละคน... ขอบคุณมากครับ... ฟังบ่อยๆ หัวใจพองโต มีพลังอย่างบอกไม่ถูก ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตามความหมายของคำว่า “มืออาชีพ” ของผม “การสร้างคน”...

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

3 ต้นทุนที่วิทยากร(มือ)อาชีพต้องมี

สะสมต้นทุนวิทยากร(มือ)อาชีพ....ถ้าไม่นั่งย้อนมองดูพัฒนาการของตัวเอง เราไม่มีทางรู้ได้แน่นอนว่า ทุกสิ่งที่เป็นตัวเรานั้น มันไม่ได้มาฟรีๆ ทุกอย่างมีต้นทุนทั้งนั้นครับ...
...การจะเป็นมืออาชีพ เราก็ต้องตั้งเป้าซะก่อนว่า “มืออาชีพ” ในความหมายของเราคืออะไร...เป้าของผมคือ “สร้างคน” ขอแค่คนเดียวที่มีคุณภาพ ผมก็มองว่าผมบรรลุเป้าหมายแล้ว แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราก็ต้องสร้างไปเรื่อยๆ ครับ... มืออาชีพ ต้องสะสมต้นทุนอะไรบ้าง... หนึ่ง ต้นทุนความรู้ ความสามารถ ความคิด การมองโลก สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่อง (ผมเชื่อว่าความต่อเนื่องเป็นกลไกสำคัญที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จในทุกเรื่อง) สอง การรักษาคำพูดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ พูดจริง ทำจริง มีสติ และ ต้นทุนที่ สาม ก็คือ การใส่ใจกับผู้คนรอบข้าง การรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้คน (ยากหน่อย แต่ก็ต้องฝึก สะสมประสบการณ์)....
...ต้นทุนความรู้ มีเรื่องอะไรบ้าง... ตอบแบบกำปั้นทุบดินครับ ทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เราเรียนและรู้ได้ เปิดใจกับสิ่งที่ผ่านเข้ามา ซักพักเราจะรู้ได้เองว่า อะไรที่ใช่ หรือ ไม่ใช่... การอ่านก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่จะทำให้เราได้พัฒนาเรื่องความรู้ ผมเห็นว่าการอ่านไม่ได้ทำให้เราได้ความรู้เพียงอย่างเดียว เราได้สมาธิ เราได้คำศัพท์ใหม่ๆ เราได้คำถามจากการอ่าน เราได้มองโลกในมุมของผู้เขียน เราได้เปิดใจ เราได้ทักษะการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ เราได้ฝึกจินตนาการ เห็นไหมล่ะครับ การอ่านสร้างสีสันให้กับชีวิตได้มากโข ผมตั้งเป้าอ่านหนังสือก่อนนอนทุกคืน จะกี่มากน้อยก็ตาม แต่ต้องได้อ่าน (บางเรื่องอ่านเพลินจนดึกก็มี) ลองดูนะครับ...
...ทักษะที่จำเป็นของการเป็นวิทยากร อย่างที่เราๆ ก็รู้กันว่า ต้องพูดเป็น ฟังเป็น พูดง่ายๆ คือสื่อสารเป็น แต่จริงๆ แล้วนี่ คนที่เป็นวิทยากร เขาดูตั้งแต่ปรากฏตัวแล้วครับ นั่นก็เป็นการสื่อสาร การแต่งกายถูกกาละเทศะ เอาเป็นว่าแต่งกายเรียบร้อย ถูกงาน ทรงผมเรียบร้อย ดูดี (สำหรับผม ไม่มีผม คงไม่มีปัญหา😇) ยิ้มแย้มแจ่มใส การยิ้มก็ต้องฝึกนะครับ ฝึกยิ้มให้กับตัวเองตอนตื่นนอน (แม้ว่ามันจะไม่โสภาเท่าไหร่ แต่ก็หน้าเรา) และ ก่อนนอน...ยิ้มแบบไหนผู้คนจะประทับใจ อันนี้ต้องลองเองครับ...
...การพูดจริง ทำจริง รักษาคำพูด เริ่มต้นจากการรักษาคำพูดกับตัวเอง ตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัด และทำไปเรื่อยๆ ถ้ามองดูเป้าหมายมันอยู่ไกลไป มันเป็นไปได้หรือเปล่าหว่า??? ก็กลับมาดูทีละก้าวน้อยๆ... ก้าวน้อยๆ นี่ล่ะครับ ที่มีความสำคัญมากมายต่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่...
...การรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้คน ที่ผมบอกว่าต้องฝึก เริ่มต้นจากการฟังเขา ฟังแบบตั้งใจ ไม่ตัดสินด้วยตัวเรา และ เข้าใจเขา แรกๆ ก็อึดอัด งงๆ แต่เมื่อฟังมากๆ เข้า เราจะเริ่มรับอารมณ์ได้ น้ำเสียง กิริยาท่าทางของเขาที่แสดงออกมา ที่สำคัญคือการตอบสนองกับสิ่งที่เขาเล่าให้ฟัง การผงกศีรษะเล็กน้อย การยิ้มเพื่อเชื้อเชิญให้เขาพูด จากประสบการณ์ของผม การฟังทำให้ได้มิตรภาพที่ดีเสมอครับ...
....และมาถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ทั้งสามเรื่องที่กล่าวมานั้นมันสัมฤทธิ์ผล นั่นคือ การทำตัวให้เล็กครับ อ๊ะ...อ๊ะ... อย่าพูดถึงขนาดร่างกายนะครับ ผมกำลังพูดถึงการทำตัวเองให้เล็กเพื่อเปิดใจให้ใหญ่ “ตัวเล็ก แต่ ใจใหญ่”...
...ติดตามตอนต่อไปนะครับ...😊

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

เรื่องอยากเล่า...ต้นทุนการเป็น "วิทยากร"...


ผมไม่รู้ว่าชอบอาชีพนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่... รู้เพียงแค่ว่า พ่อกับแม่ ได้สร้างประสบการณ์การเป็นนักพูด การขึ้นเวทีให้ผมตั้งแต่เด็กๆ...
พ่อของผมรับราชการเป็นนายช่างชลประทาน ใครๆ ก็เรียกท่านว่า “นายช่างบ้านนอก” ภาพที่คุ้นตาผมคือ เวลามีงานเลี้ยง พ่อจะเป็นคนที่พูดคุย ให้โอวาทกับบรรดาลูกน้องของท่านอยู่เสมอ พ่อเป็นนักพูดตัวแบบ ที่พูดได้ตรงไปตรงมา พูดได้จับใจ... ช่วงเวลาปิดเทอม แม่ก็จะแต่งปิ่นโต ให้ไปทำงานกับพ่อ วิ่งเล่นตามคลอง ใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มคนงานเยอะแยะไปหมด สภาพแวดล้อมที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย หลากหลายแตกต่าง คงทำให้ผมเป็นคนไม่กลัวคน กล้าพูด กล้าที่จะเข้าไปหาคนที่เราไม่รู้จัก เริ่มต้นการสนทนาด้วยเรื่องพื้นๆ ทั่วไป... มานั่งนึกๆ รำลึกความหลัง ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ที่เราเป็นอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะการสั่งสมประสบการณ์มาตั้งแต่เด็ก บางทีพ่อกับแม่อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า มันส่งผลต่ออนาคตของผมอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาการขึ้นไปเรื่อยๆ
แม่ผมรับราชการเช่นกัน สังกัดกรมการปกครอง วันไหนเป็นวันหยุด แม่จะพาไปทำงานด้วย ไปนั่งพิมพ์ดีด สมัยต๊อกแต๊กน่ะครับ ยังไม่มีคอมพิวเตอร์จิ้มๆ รูดๆ เหมือนทุกวันนี้ ทักษะด้านหนึ่งที่ได้มา คือ ทักษะการพิมพ์ แต่ที่สำคัญ ตอนนั้น เราต้องมานั่งนึกเรื่องราว จินตนาการแล้วแปลงออกมาเป็นหนังสือ ผ่านเครื่องพิมพ์ดีดต๊อกแต๊กนั่นล่ะครับ จุดเริ่มของการใช้จินตนาการ การเลือกใช้คำที่พัฒนามาเรื่อยๆ แม่เป็นคนที่มีทักษะในการสื่อสารมากครับ พูดมีหลักการ มีการอ้างอิงข้อคิด คำคม เยอะแยะไปหมด บางปีในวันคล้ายวันเกิด ท่านก็เขียนข้อคิดคำคมต่างๆ ใส่กระดาษธรรมดาๆ ส่งให้ผม ผมก็ได้ข้อคิดเหล่านี้มาปรับใช้กับชีวิตได้มากโข... แม่เป็นนักลงทุนเพื่ออนาคตให้กับลูกๆ เสมอมา มีบริษัทมาขายเทปคาสเซ็ตเรียนภาษาอังกฤษ ราคาแพงมากๆ แต่แม่ก็ซื้อครับ และ นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของผมที่ได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ของผม และ เช่นกัน แบบงูๆ ปลาๆ นี่ล่ะครับ ที่ทำให้ผมใช้ภาษาอังกฤษหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่จนทุกวันนี้
สภาพแวดล้อมก็เป็นตัวสำคัญครับ ที่ทำให้ผมพัฒนาทักษะการพูด การนำเสนอ โดยปกติ สังคมข้าราชการสมัยก่อน มีการพบปะกันบ่อยมาก (ในความรู้สึกผมนะ...) เกือบจะทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ว่าได้ ญาติๆ น้าๆ ลุงๆ ส่วนใหญ่ร้องเพลงกันเก่ง ผมก็พลอยได้ฝึกทักษะการร้องเพลงตามไปด้วย มากินข้าวเย็นกัน ร้องเพลง สนุกสนานกันไป เด็กก็ชอบ เพราะมีรางวัลแจกให้ด้วย ใครร้องเพลงได้ (ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง) ก็รับรางวัลไปเต็มๆ นี่ก็เป็นกุศโลบายที่ทำให้เด็กๆ กล้าแสดงออก บางทีไม่กล้า ท่านก็ดันหลัง ลุยเลย ยังจำได้ว่า มีเก้าอี้หนึ่งตัว ตั้งอยู่กลางวง ใครจะร้องเพลง ต้องขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ บางทีก็จับยกขึ้นไปยืนเลย ต้องคิดแล้วว่าจะแนะนำตัวอย่างไร เริ่มต้นยังงัย จบอย่างไรให้ประทับใจ เพื่อให้ได้รางวัลขวัญใจบรรดาท่านผู้ฟังที่กระเป๋าหนักทั้งหลาย นี่ล่ะครับ ผมซาบซึ้งกับคำว่า The show must go on...มันเป็นเช่นนี้เอง...เข้าท่า... อ้อ... พ่อกับแม่ก็เป็นนักฟังเพลงตัวยง ผมเติบโตมากับเสียงเพลงสมัยเก่าๆ ก้าน แก้วสุพรรณเอย ดาวใจ ไพจิตรเอย สุนทราภรณ์เอย แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมกลับชอบฟังโอเปร่า ฮ่าๆๆๆ สงสัยจะกลายพันธุ์ เป็นอันว่าผมได้ทักษะเรื่องการร้องเพลง รู้จักจังหวะ การเอื้อน การเอ่ย มาแบบไม่รู้ตัว ซึ่งทักษะนี้ส่งผลให้ผมรู้จักจังหวะการพูด การเน้นคำ การใช้อารมณ์ให้ถูกต้องกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารออกไป... ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ขนาดนี้...
....เจอกันใหม่ตอนต่อไปครับ...

บทความที่มีผู้เข้าอ่านมากที่สุด